คำทักทายจากมูลนิธิพันธกิจชุมชน

Featured

ยินดีต้อนรับสู่มูลนิธิพันธกิจชุมชน ที่นี่คือสถานที่ที่เราจะมาร่วมแบ่งปันกันทำสิ่งดีแก่ชุมชน และแก่กันและกัน เราอยากเห็นคนในชุมชนและสังคมมีความสุข มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ แม้ท่ามกลางชีวิตจริงที่ยังคงอยู่ในความวุ่นวายของโลกในแต่ละวัน .. : )

หนังสือน่าอ่าน – Who? เจ.เค.โรว์ลิ่ง

ชื่อหนังสือ : Who? เจ.เค.โรว์ลิ่ง

ผู้เขียนเรื่อง : Seungryeol Kim

วาดภาพ : ChungBe Studios

ผู้แปล : อารีวรรณ ธรรมธร

ผู้ผลิต : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ / ราคา 165 บาท / 176 หน้า / ประเภท การ์ตูน

ถ้าจะให้มีการยกชื่อหนังสือที่มีสถิติการจำหน่ายสูงทั่วโลกออกมาคนละ หนึ่งเล่ม ชื่อของ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” อาจจะเป็นชื่อที่มีคนยกขึ้นมาตอบมากที่สุด เพราะนิยายแนวแฟนตาซี ที่มียอดจำหน่าย ทั่วโลกถึงกว่า 400 ล้านเล่ม ย่อมไม่ใช่ เรื่องธรรมดา

ความโด่งดังของ แฮร์รี่พอตเตอร์ จะมีอยู่แต่ในหนังสือเท่านั้น แม้แต่การนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทุกภาค ของนิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังไปทั่วโลกเช่นกัน

เพราะความดังของนิยาย ทำให้ ผู้เขียน ที่ชื่อ “โจแอนน์ โจ โรว์ลิ่ง” กลายเป็นคนมีชื่อเสียง และกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แบบว่า รวยชั่วข้ามคืน ก็ไม่ผิดความหมายมากนัก

เพราะความดัง และความรวย และเพราะความอะไรต่ออะไรอีกหลาย อย่าง ทำให้มีนักเขียนและสื่อสารมวลชน หลายแขนง ต้องทำหน้าที่ออกไปสัมภาษณ์ ค้นหา เพื่อเปิดเผยตัวตนของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ว่า เป็นใครมาจากไหน

Who ? เจ.เค.โรว์ลิ่ง คือ หนังสือ การ์ตูน ในชุด บุคคลสำคัญของโลก ที่จัดพิมพ์ออกมาจำหน่ายในภาคภาษาไทยโดย บริษัทนานมี ซึ่งเป็นงานอัตชีวประวัติ ของคนดัง ในรูปแบบของหนังสือการ์ตูน ที่สามารถอ่านได้เข้าใจง่ายๆ และไม่ต้องเสียเวลาในการอ่านนานมากนัก

ในหนังสือเล่มนี้ จะทำให้แฟนๆ ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้รับรู้ว่า วิถีชีวิตของ ผู้ประพันธ์นั้น ไม่ได้ สุขสบาย และหวานชื่นเหมือน ชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ชีวิตของเธอกว่าจะก้าวขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่ ในครั้งนี้ เธอต้องพบกับความทุกข์เกือบ จะทุกรูปแบบ นับตั้งแต่ ไม่มีที่อยู่อาศัย, สูญเสียแม่อันเป็นที่รัก, ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกดื่ม ซึ่งด้วยความยากลำบากเหล่านี้เอง ที่ทำให้เธอต้องค้นหาพรสวรรค์ของเธอออกมาเพื่อช่วยเหลือตนเอง จึงทำให้เกิด นิยายที่โด่งดังที่สุดในโลกขึ้นมา

การที่พ่อ-แม่ หรือผู้ที่กำลังแสวงหาสิ่งที่ดี หรือกำลังท้อถอยต่อชีวิต จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน หรือเอาไปให้ลูกหลานอ่าน น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเกิดความมานะ และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อให้ตัวเองก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จอย่างที่ตั้งความหวังเอาไว้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

 

ที่มา : แนวหน้า

ภาพ : phanpha.com

ข้อคิดวันนี้ 30/7/11

เราควรยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นที่ไม่เหมือนเรา  ซึ่งนั่นหมายความว่า เราจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ให้น้อยลง

 

ภาพ : gotoknow.org

มูลนิธิชุมชน

 


ความจริงแนวคิดเรื่อง “มูลนิธิชุมชน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย การที่คนในชุมชนหนึ่งๆที่มีข้าวของทรัพย์สินเงินทองเกินความต้องการของตนจะแบ่งปัน ให้กับคนที่ขาดแคลน บางครั้งการเอาปัจจัยเหล่านั้นมารวมกัน และกระจายออกให้คนที่ต้องการก็มีวิธีการที่เป็นระบบเป็นทางการ และบางครั้งยังเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือความเชื่อต่างๆ รวมทั้งศาสนา ของชุมชนนั้นด้วย ในอดีตวัดในพระพุทธศาสนา กองทุนซากาตในชุมชนอิสลาม และกิจกรรมของคณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์บางส่วน ได้ทำบทบาทนี้ ในสังคมสมัยใหม่มาเราจะเห็นมูลนิธิหรือ กองทุนต่างๆที่อยู่กับวัด โรงเรียน หรือโรงเรียน ที่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในด้านการศึกษาและการดูแลรักษาสุขภาพ เป็นต้น

จึงอาจกล่าวได้ว่า มูลนิธิชุมชนเป็นพัฒนาการของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคมในลักษณะนี้โดยเอา “ชุมชน” ในลักษณะพื้นที่ เช่น อำเภอ จังหวัด ภาค หรือแม้แต่ประเทศ เป็นฐาน และความช่วยเหลือนั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองในการแก้ปัญหา และการพัฒนาในทุกด้านตามการวิเคราะห์และ ความต้องการของสมาชิกชุมชนนั้น

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการจัดตั้งมูลนิธิชุมชนในลักษณะ ที่ดำรงอยู่ในประเทศอื่นๆหลายประเทศขึ้นในประเทศไทยนั้นมา จากการจุดกระแสของ The Synergos Institute จากสหรัฐอเมริกาในปี 2545 โดยมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องนี้ การนำเอาวิทยากรชาวเปอร์โตริกันที่ประสบความสำเร็จเป็นแบบอย่างในเรื่องมูลนิธิชุมชนมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจัดให้มี “วิทยากรอาวุโส” (Senior Fellow) ชาวไทยสองคนคือ คุณเบญจมาศ ศิริภัทร แห่งสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และคุณสุกิจ อุทินทุ แห่งมูลนิธิรักษ์ไทย / CARE Thailand มาเป็นกำลังหลัก Continue reading

ยิ้มต่างวัย

 

ความเป็นครอบครัวอาสาของเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่อายุ หรือวัย  หากอยู่ที่หัวใจที่ผูกพันเราไว้ด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพ  หวังว่าวันเวลาจะไม่ได้เป็นตัวทำให้ความสัมพันธ์ของเราจืดจางไป  แต่กลับยิ่งทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น  เพราะความเข้าใจที่ตรงกันว่า “หนึ่งชีวิตที่เกิดมาเราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเราเอง แต่อยู่เพื่อให้ชีวิตเรามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น”  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถปล่อยลมหายใจทิ้งไปวัน ๆ อย่างสูญเปล่า และปล่อยเวลาให้ล่วงไปอย่างน่าเสียดาย  แต่เราควรตักตวงและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นตกตะกอนอยู่ในความคิด เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เปื่อยยุ่ยและพร้อมที่จะไปเกิดดอกออกผลในชีวิตของผู้อื่นต่อไป